
โพลีแซคคาไรด์เปปไทด์
คาร์โบไฮเดรท เป็นอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่คนเรา
แหล่งอาหารคาร์โบไฮเดรทที่สำคัญ ได้แก่ แป้งจากพืช พืช เก็บแป้งเอาไว้ในรูปของ
โพลีแซคคาไรด์ ซึ่งเป็นน้ำตาลหลายๆ โมเลกุลมาเรียงต่อๆ กัน พืชจะเก็บแป้งเอาไว้ในเซลล์
ในรูปของแป้งที่ปราศจากน้ำ พืชส่วนใหญ่สามารถเก็บแป้งเอาไว้ได้ โดยเฉพาะในพืชหัว
และเมล็ดธัญพืช
แป้ง ที่เรากินเป็นอาหาร มีโครงสร้างโมเลกุลประกอบขึ้นด้วยกลูโคสที่ต่อกันอย่างสลับซับซ้อนเป็นโพลีเมอร์
และมี 2 ชนิด คือ อะไมเลส และอะไมไลเปคติน ทั้งหมดมีน้ำหนักโมเลกุลมาก
มีโครงสร้างแน่นหนา อะไมเลส มีรูปร่างร้อยเรียงกันเป็นรูปกลมมนเป็นเกลียว
ส่วนอะไมไลเปคติน จะมีการแตกแขนงออกเป็นกิ่งก้านสาขา ซึ่งทำให้โมเลกุลใหญ่
และยุ่งยากต่อการย่อยมากขึ้น
แป้งจากธรรมชาติจึงเป็นอาหารที่ร่างกายต้องใช้เวลาย่อย กว่าจะได้กลูโคส
1 โมเลกุล ซึมเข้าไปในร่างกาย ก็ต้องใช้เวลานาน คาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อนก็คือแป้งที่ว่านี้
แถมด้วยการไม่ขัดขาว ดังนั้นจึงมีสารเส้นใยมาก และอุดมด้วยวิตามิน
สารต้านอนุมูลอิสระ และเกลือแร่ที่มีคุณประโยชน์ ต่อร่างกาย
ในโครงสร้างของแป้งจากธรรมชาติมีไม่น้อยที่มีส่วนของโปรตีนเกาะอยู่
ทำให้โมเลกุลนั้นๆ เป็นแป้งและโปรตีนอยู่ร่วมกัน อาจจะเรียกว่า โพลีแซคคาไรด์เปปไทด์
(Polysaccharidepeptide) หรือ เปปติโดไกลแคน (Peptidoglycan)
การเตรียมโพลีแซคคาไรด์เปปไทด์ (psp)
เตรียมจากเมล็ดพืชซึ่งเป็นแหล่งของแป้งธรรมชาติ สามารถทำได้โดยการเติมน้ำลงไป
บดให้แตก ทำให้เป็นแป้งโพลิเมอร์บริสุทธิ์ และตกผลึก
ประโยชน์ของโพลีแซคคาไรด์เปปไทด์
1. เป็นสารอาหารสำหรับกระบวนการย่อยอาหาร ดูดซึมอาหารและขนส่งลำเลียงอาหาร
2. เป็นวัตถุดิบสำหรับร่างกายสร้างความแข็งแรงของเซลล์พื้นผิวเซลล์ทางเดินหายใจ
เซลล์หลอดเลือด เซลล์ในข้อต่อ ในรูปของกลูโคซามีน ทำให้มีการสะสมคอลลาเจน
เพื่อความเต่งตึงของผิวพรรณ
3. เป็นสารคล้ายเส้นใย ทำให้ป้องกันท้องผูก
4. เป็นน้ำตาลเชิงซ้อน ที่จะเปลี่ยนไปเป็นกรดบิวทาริก
และโปรปริโอนิก ซึ่งเป็นอาหาร เหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของแบคทีเรียตัวดี
ลดอาการท้องเสีย ลดการหมักหมมของอุจจาระในลำไส้ใหญ่
5. เป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างกลูตาไทโอน สารต้านอนุมูลอิสระฤทธิ์แรง
เพื่อการล่างพิษตับ
6. เป็นสารอาหารส่งเสริมการขับสารพิษในระยะที่สอง
ลดความเสียหายของเซลล์ตับ
สารอาหาร psp ย่อยง่าย และดูดซึมง่าย
กระบวนการย่อยอาหาร
โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้ง เริ่มต้นตั้งแต่ในปาก ตั้งแต่เราเริ่มเคี้ยวอาหาร
เรามีน้ำลาย ซึ่งมีน้ำย่อยไทยาลิน ย่อยแป้งให้มีโมเลกุลเล็กลง กลายเป็นน้ำตาล
เวลาเราอมข้าว และให้เวลาน้ำย่อยในปากทำงานเราจึงรู้สึกได้ถึงรสหวาน
การย่อยแป้งเริ่มที่กระเพาะอาหาร แม้ว่าในกระเพาะของเราจะไม่มีน้ำย่อยแป้งเลย
แต่เอนไซม์อะไมเลสจากน้ำลาย จะทำการย่อยแป้งในกระเพาะ แต่จะย่อยได้เท่าใดนั้น
ยากที่จะประมาณการได้
เมื่อแป้งเดินทางเข้าสู่ลำไส้เล็ก มันจะถูกย่อยในท่อลำไส้ก่อนโดยน้ำย่อยแอลฟ่า
อะไมเลสจากตับอ่อน ทำให้โมเลกุลของกลูโคสที่เกาะกันเป็นแป้งแตกออก
ในกรณีของอะไมเลส น้ำย่อยจะย่อยได้น้ำตาลมัลโตส และมัลโตตริโอสในที่สุด
ในกรณีของอะไมโลเปคติน น้ำย่อยอย่างเดียวกันจะย่อยได้ อัลฟ่า ลิมิท
เดกซ์ตริน ซึ่งยังมีแขนง หรือกิ่งก้านเช่นเดิม
ขั้นตอนสุดท้ายของการย่อยแป้งจะเกิดขึ้นที่เซลล์ผิวของผนังลำไส้ที่คลุมวิลไลอยู่
ที่ตรงนี้มีเอนไซม์ เบต้า กาแลคโตซิเดส ย่อยแลกโตสให้กลายเป็นกลูโคส
กับกาแลคโตส และมีเอนไซม์กลูโคซิเดส กลูโคอะไมเลส และซูเครส ย่อยมัลโตส
มัลโตตริโอส โอลิโกแซคคาไรด์ที่มีสายยาว และซูเครส สุดท้ายของกระบวนการย่อย
จะได้น้ำตาลกลูโคส ฟรุกโตส และกาแลกโตส
จากนั้นกระบวนการดูดซึมจึงเริ่มต้น กลูโคสและกาแลกโตสถูกดูดซึมเข้าไปโดยตรง
โดยอาศัยโซเดียมเป็นตัวช่วยการขนส่ง และส่วนหนึ่งจะซึมเข้าโดยการแพร่กระจายจากที่ที่เข้มข้นกว่า
คือในท่อลำไส้เข้าไปในที่ที่มีความเข็มข้นน้อยกว่า คือในเซลล์ของลำใส้
ส่วนฟรุกโตสซึมเข้าไป โดยการแพร่กระจายเช่นกัน
แป้งถูกย่อยเป็นน้ำตาลทั้งหมดจะถูกดูดซึม หมดภายในส่วนต้นของลำไส้เล็ก
จากนั้นกลูโคส จึงออกจากเซลล์ผนังลำไส้เข้าสู่กระแสเลือด โดยมีโปรตีนขนส่งหลายตัว
เป็นตัวพาเข้าสู่กระแสเลือด
จะเห็นว่าแป้งจะถูกย่อย และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดนั้นต้องผ่านขั้นตอนที่ยุ่งยากวุ่นวาย
ต้องอาศัยเอนไซม์เกลือแร่ และโปรตีนหลายตัวเพื่อช่วยในกระบวนการนี้
และต้องอาศัยเวลาพอสมควร กว่าที่ระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มสูงมากขึ้น
เนื่องจากโพลีแซคคาไรด์เปปไทด์ถูกเตรียมมาโดยการบดให้แตกออก
ทำให้เมล็ดแป้งเล็กลง ถูกเติมน้ำ และผ่านความร้อน ทำให้ย่อยง่ายกว่า
กระบวนการย่อยอาหารถูกลัดขั้นตอน ดังนั้นพีเอสพีจึงพร้อมจะซึมเข้าสู่ร่างกาย
และนำไปเปลี่ยนเป็นพลังงานอย่างรวดเร็ว กว่าการกินคาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อนธรรมดา
เมื่อรู้สึกโหย หรือเพลีย แสดงว่าน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง หากร่างกายต้องการน้ำตาลใช้อย่างรวดเร็ว
การกินคาร์โบไฮเดรทเชิงเดี่ยวเช่นน้ำตาล น้ำหวาน ไม่เหมาะกับการหลั่งอินซูลินในร่างกายแน่
การกินคาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อนก็เสียเวลาในการย่อยและการดูดซึมมากเกินไป
ทางออกที่ดี
คือ การใช้สารอาหารพีเอสพีแทน เพราะไม่ใช่คาร์โบไฮเดรทเชิงเดี่ยว
แต่เป็นแป้งที่มีโมเลกุลเล็กลงกว่าแป้งตามธรรมชาติ พีเอสพี ผ่านขบวนการจัดการคล้ายกับช่วยย่อยให้แล้วครึ่งทาง
ร่างกายรับภาระย่อยต่อสักหน่อย ทำให้ได้พลังงานใช้เร็วกว่า แต่เมื่อกินพีเอสพีเข้าไป
ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น อย่างช้าๆ ไม่สูงขึ้นอย่างฮวบฮาบ เช่นเดียวกับการกินคาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อน
ทำให้ตับอ่อนผลิตอินซินได้เช่นเดียวกับการกินคาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อน
ทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ดีขึ้น อินซูลินและสารที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
จึงเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เช่นเดียวกับอาหาร คาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อน
ใครที่รู้สึกโหย หรือไม่มีแรง หรือกำลังหิว
หากกินสารอาหารพีเอสพีเข้าไปก็ได้พละกำลังคืนมาอย่างรวดเร็ว |